โดย คุณเชษฐา ทรัพย์เย็น
Senior Researcher and Deputy Director of IFD Training Center
ผมได้รับโอกาสจาก FNF ประเทศไทย เข้ารับการอบรมสัมมนาที่ประเทศเยอรมนีในหัวข้อเรื่อง No Education : No Freedom, No Opportunity ณ สถาบันฝึกอบรม Theodor-Heuss-Akademie เมืองกุมเมอร์สบาร์ค
การไปที่ประเทศเยอรมนีในครั้งนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระที่ได้จากการอบรม การได้รู้จักเพื่อนใหม่ทั่วโลก การได้ไปศึกษาดูงานจัดการศึกษาในระดับต่าง ๆ ของประเทศเยอรมนี การได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ซึ่งได้ให้ข้อคิดหลายแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และการได้พบบรรยากาศทางวัฒนธรรมประเพณีของประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มที่เจริญแล้ว
การจัดการอบรมในครั้งนี้มีความเป็นมืออาชีพและมีมาตรฐานสูง สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการครบครัน ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถมีสมาธิจดจ่อในการอบรม ไม่ต้องเป็นกังวลกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว รูปแบบการอบรมเน้นให้ข้อมูลพื้นฐานโดย facilitator 2 ท่าน คือ Dr.Stefan Melnik and Dr.Jurgen Rudolph ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้ดำเนินการอบรมเป็นอย่างสูง โครงสร้างเวลาส่วนใหญ่ของการอบรมเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง เพราะการได้ฟังประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายและเกิดขึ้นจริงของเพื่อน ๆ จากทั่วโลก ทำให้มุมมองความคิดของเราเปิดออก ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อย่างที่เราไม่สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือ (เพราะเวลาในการค้นคว้าของเราต่อวันมีจำกัด)
ประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็นพิเศษ คือ กระบวนการคัดสรรผู้เข้าร่วมอบรม ทำให้ได้ผู้เข้าอบรมที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทวีปต่าง ๆ ที่สำคัญเน้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทำให้พื้นฐานประสบการณ์ของแต่ละประเทศใกล้เคียงกัน สามารถแลกเปลี่ยนทัศนะแล้วเกิดความเข้าใจกัน อยู่ใน wave length เดียวกัน
การออกแบบตารางเวลาการอบรมแต่ละวันมีความเหมาะสม จัดให้มีการเบรคย่อยเป็นระยะ ๆ เพื่อให้สมองได้รับการผ่อนคลาย ส่งผลให้สมองมีความสดชื่นตลอดเวลา ผู้เข้าอบรมจึงสามารถมีสมาธิจดจ่อและรับประโยชน์จากการอบรมได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ในช่วงกลางคืนได้เปิดโครงสร้างเวลาให้กับผู้เข้าร่วมอบรมมีโอกาสสร้างเครือข่ายและเรียนรู้จักกันมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติผ่านการเล่นกีฬาและพักผ่อนด้วยกันในบาร์ที่ตั้งอยู่ภายในสถาบันฝึกอบรม
ยิ่งไปกว่านั้น การอบรมได้จัดให้มีการไปศึกษาดูงานนอกสถานที่และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้นและได้รับข้อคิดสำคัญ ๆ จากการไปทัศนศึกษา อาทิ
การไปเยี่ยมชมเมือง Weimar ซึ่งเป็นเมืองอารยธรรมในยุคกลางของเยอรมนี เมืองนี้อบอวลไปด้วยศิลปะและกลิ่นอายของวัฒนธรรม มีบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน อาทิ Alexander Puskin เป็นต้น ข้อคิดที่ได้รับจากการไปเยี่ยมชมเมืองไวมาร์ประการหนึ่ง คือ การอยู่ร่วมกันระหว่างศิลปวัฒนธรรมยุคเก่ากับวิถีชีวิตยุคใหม่ของผู้คน ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ส่งผลให้เมืองแห่งนี้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา หากเมืองบางแห่งของประเทศไทยนำหลักการนี้ไปปรับใช้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการธำรงรักษาประวัติศาสตร์ของเมือง ขณะเดียวกันยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น
การเยี่ยมชม Concentration Camp at Buchenwald ซึ่งเป็นสถานที่กักกันชาวยิว นักโทษสงครามชาวโซเวียต(8,000 คน) และบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่พวกนาซีเห็นว่าเป็นปรปักษ์ รวมทั้งสิ้นประมาณ 110,000 คน ค่ายแห่งนี้มียอดนักโทษเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเยอรมนี จำนวนประมาณ 56,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตที่สูงมาก หลักการทรมานนักโทษในค่ายนี้ไม่ได้อยู่บนวัตถุประสงค์ต้องการทำให้เสียชีวิตโดยการรมก๊าซพิษเหมือนค่ายบางแห่ง แต่อยู่บนพื้นฐานของการทรมานผ่านการทำงานหนักและอดข้าว แต่ในช่วงปลายสงครามนาซีต้องการเร่งกำจัดคนยิวจึงเริ่มนำระบบการรมก๊าซพิษมาใช้อย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตจึงพุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับค่ายกักกันแห่งอื่น ๆ ความรู้สึกแรกที่ได้เหยียบบนผืนดินแห่งนี้ บนที่ ๆ ครั้งหนึ่งชาวยิวนับหมื่นคนต้องล้มตายลง และยังฝังตรึง (embed) อยู่ในความรู้สึกจนถึงทุกวันนี้ คือ การพลิกผันจากความรู้สึกร่าเริงมีความสุขจากการได้เยี่ยมชมเมืองไวมาร์ที่สวยงาม มาสู่ความรู้สึกหดหู่ ขนลุก และน่าสะพรึงกลัวทันทีทันใดที่ได้ก้าวย่างเข้าสู่ห้องรมก๊าซพิษ และได้ยืนนิ่งอยู่ในห้องนี้เพียงคนเดียวเป็นระยะเวลาหนึ่ง ความอบอวลในความทรงจำในค่ายกักกันแห่งนี้ทำให้ผมตระหนักว่าเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งประเทศไทยเองไม่ควรแม้แต่จะย่างกรายหรือมีเศษเสี้ยวแห่งความคิดแตะปลายประตูของการปกครองในระบอบนี้ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองและประชาธิปไตยจึงต้องเร่งปลูกสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างจริงจังเสียที
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกโศกเศร้าได้เริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเดินทางมาถึงเมือง Dresden เมืองแห่งนี้อยู่ในฝั่งตะวันออกของเยอรมนี เป็นเมืองที่น่าทึ่งและสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้ารับการอบรมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ครั้งหนึ่งโบราณสถานสำคัญหลายแห่งในจัตุรัสใจกลางเมืองเดรสเดนถูกระเบิดถล่มพังทลายราบเป็นหน้ากลองในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ด้วยความเยี่ยมยอด แรงบันดาลใจอันแรงกล้า และความมุมานะอดทนของนักโบราณคดีชาวเยอรมันได้ช่วยกันบูรณะฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพเดิม โดยเพียรพยายามต่ออิฐเดิมทีละก้อนที่พังทลาย ก่อขึ้นมาใหม่ตามโครงสร้างเดิม (reconstruction) และกลับกลายมาเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยสดงดงาม ตั้งเด่นตระหง่านอย่างน่ามหัศจรรย์ ณ ใจกลางเมืองเดรสเดนดังเดิม ทำให้ผมตระหนักว่าแรงบัลดาลใจคือจุดเริ่มแรกของเส้นทางแห่งความสำเร็จ แม้ว่าทางที่กำลังจะไปนั้นจะดูเหมือนยากลำบากเพียงใดก็ตาม
การมาที่เมืองเดรสเดนหนนี้ ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการจัดการศึกษากับ Saxony state Mr.Thorsten Herbst, MdL, Party Spokeman for Education in the State Parliament of Saxony, Parliamentary Whip and Secretary General of the FDP in Saxony ประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง ได้แก่ คุณภาพการจัดการศึกษาโดยภาครัฐในเยอรมนีจะด้อยกว่าการดำเนินการโดยเอกชน แต่ในรัฐแซกโซนีถือเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากโรงเรียนเกือบทั้งหมดในแซกโซนีกว่าร้อยละ 80 เป็นการจัดการศึกษาโดยรัฐ และคุณภาพการจัดการศึกษานั้นอยู่ในอันดับที่สองของประเทศ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐแซกโซนีให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะครู และให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะของเด็ก การทุ่มงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐนี้มีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านอื่น ๆ คุณภาพการจัดการศึกษาโดยรัฐของแซกโซนีถือได้ว่าเป็นกรณีที่น่าศึกษาสำหรับกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยว่าทำอย่างไรจึงทำให้การจัดการศึกษาโดยภาครัฐมีคุณภาพสูงกว่าการจัดการศึกษาโดยเอกชน
สถานที่สำคัญแห่งสุดท้ายที่อยากกล่าวถึง คือ การไปเยี่ยมชม the Cultural Heritage of the World ปราสาทพันปี Wartburg แห่งเมือง Eisenach สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1067 ปราสาทแห่งนี้นับว่าน่าสนใจยิ่ง เนื่องจากเจ้าผู้ครองแห่งเมืองนี้ค่อนข้างมีความคิดเปิดกว้าง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการบริหารกิจการบ้านเมือง โดยจัดให้มีการประชุมสภาเมืองขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าอาจเป็นเมืองแรกในเยอรมนีที่มีเมล็ดพันธุ์ของความเป็นประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากการไปอบรมในครั้งนี้ ได้แก่ องค์ความรู้ในการจัดการศึกษาในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งจากวิทยากรและเพื่อน ๆ จากทั่วโลก สาระสำคัญโดยสรุปที่น่าสนใจ อาทิ
(1) การนำระบบ voucher system มาปรับใช้ในการจัดการศึกษา voucher system เป็นการจัดการศึกษาที่ให้ parent&student เป็นศูนย์กลางในการศึกษา โดยรัฐบาลจะให้คูปองการศึกษาแก่ครอบครัว แล้วครอบครัวมีสิทธิที่จะเลือกเข้าโรงเรียนใดก็ได้ โรงเรียนจะได้รับงบประมาณจากรัฐผ่านจำนวนคูปองการศึกษาที่ได้รับจากผู้ปกครอง โรงเรียนใดได้รับความนิยมมากจะได้รับงบประมาณมาก ทำให้เกิดการแข่งขันด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียน
voucher system เป็นการ shift paradigm การจัดโครงสร้างทางการศึกษา กล่าวคือ จากระบบแบบเดิม (traditional) ที่ Government agency เป็นผู้จัดสรรงบประมาณโดยตรงให้กับ school เปลี่ยนมาเป็น Government agency มอบโควต้าคูปองการศึกษาให้กับ parent&student จากนั้น parent&student นำไปคัดเลือก school ที่จะเข้าเรียน
(2) ประสบการณ์การจัดการศึกษาระดับ vocational training ของเยอรมนีซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและประสิทธิผล การศึกษาสายอาชีพของเยอรมนีเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งใน model ที่ประเทศอื่น ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เนื่องจากเป็นการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียนและผู้ประกอบการ กล่าวคือ นักเรียนจะเข้าไปฝึกฝนภาคปฏิบัติจริงในบริษัทเอกชนอย่างต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน โดยบริษัทเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝึกงานของนักเรียน และมีสิทธิพิเศษที่จะคัดสรรนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพเข้าทำงานกับบริษัทก่อนเป็นอันดับแรก จากการไปดูงานที่บริษัท Jenoptik ในเมือง Jena ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมระดับเทคโนโลยีขั้นสูง ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้ารับการอบรมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ผลงานของเด็กที่ฝึกงานนั้น แต่ละชิ้นล้วนมีคุณภาพสูง เนื่องจากทางบริษัทมีการจัดตั้งแผนกดูแลเด็กฝึกงานโดยเฉพาะ ทำให้ระหว่างการ training เด็กจะได้รับการดูแลและแนะนำอย่างใกล้ชิด จนทำให้ทักษะในการทำงานพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ
(3) financing for education มาจากทางใดบ้างระหว่างงบประมาณจากรัฐ การหารายได้ด้วยตนเองของโรงเรียน ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมจากประเทศต่าง ๆ มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับการดูแลจากภาครัฐ ดังนั้น รัฐจึงต้องสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาภาคบังคับ และเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียนสามารถหารายได้เข้าสู่โรงเรียนในทางอื่นได้ และผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่เห็นว่าแม้โรงเรียนจะริเริ่มโดยเอกชน แต่รัฐควรสนับสนุนงบประมาณให้กับนักเรียนในโรงเรียนเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกันด้วย ซึ่งแนวทางหนึ่งที่สามารถประยุกต์ใช้คือการนำ voucher system มาดำเนินการนั่นเอง
(4) private school VS public school การจัดการศึกษาจากแหล่งใดที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษามากกว่ากัน ในส่วนของ private school แบ่งย่อยได้เป็น 2 แหล่ง คือ การจัดการศึกษาโดยเอกชน และการจัดการศึกษาโดย NGOs ดังตัวอย่างจากประเทศไนจีเรีย ซึ่ง NGOs ได้เข้าไปเปิดโรงเรียนในชุมชนสลัมที่ใหญ่ที่สุดในกรุงลากอส เมืองหลวงของไนจีเรีย การจัดการศึกษาในโรงเรียนนี้มีคุณภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนหรือคุณภาพครูผู้สอน ล้วนมีมาตรฐานสูงกว่าโรงเรียนของรัฐ
(5) education for citizenship ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมจากทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประเด็นสำคัญในการจัดการศึกษา ควรจะนำหลักสูตรเรื่องความเป็นพลเมืองบรรจุในการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ (compulsory education) มิใช่กำหนดให้เป็นเพียงวิชาเลือกเท่านั้น
นอกจากนี้ Alumni ซึ่งเป็นคณะผู้บริหารท้องถิ่นในรัฐหนึ่งของอินเดียได้ skypt ข้ามประเทศเพื่อสนทนากับผู้เข้าอบรม ซึ่งท่านได้เล่าสู่กันฟังว่าหลังจากกลับจากการอบรมหัวข้อนี้ที่เยอรมนี ท่านได้นำแนวความคิดที่ได้รับไปปรับใช้เป็นนโยบายด้านการศึกษาของรัฐ อาทิ นำ voucher system ไปใช้ในโรงเรียนภายในรัฐ หรือการ privatize โรงเรียนของรัฐให้กับ NGOs เป็นผู้ดำเนินการประมาณ 80 โรงเรียน เป็นต้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้มาและอยากนำเสนอเป็น Policy Recommendation สำหรับประเทศไทย ได้แก่ การนำ voucher system มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ เนื่องจากเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพที่จะยกมาตรฐานคุณภาพด้านการจัดการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน และการนำแนวคิดการโอนกิจการบริหารโรงเรียนให้กับ NGOs ที่มีความพร้อม หรือการพิจารณา privatize โรงเรียนของรัฐจำนวนหนึ่งให้กับเอกชนบริหาร เพื่อลดภาระการจัดการของภาครัฐและทำให้การบริหารภายในโรงเรียนมีคุณภาพมากขึ้น ตลอดจนการบรรจุหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองเข้าสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะเป็น value สำคัญที่จะเป็นพื้นฐานของการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งให้กับประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงลงหลักปักฐานทางประชาธิปไตย มากยิ่งไปกว่านั้น รัฐควรมีมาตรการที่ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นระหว่างภาคเอกชนและอาชีวศึกษา เพื่อให้เด็กได้รับการฝึกฝนด้านทักษะในทางปฏิบัติจริงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานของเด็กที่จบใหม่ให้ได้มาตรฐาน วิธีการหนึ่งที่ใช้ได้ผลคือการพิจารณาลดหย่อนภาษีให้กับองค์กรธุรกิจในระดับที่น่าพอใจจนองค์กรธุรกิจตระหนักดีว่าเกิดความคุ้มค่าในการร่วมมือจัดการศึกษาสายอาชีพร่วมกับภาครัฐ
กล่าวโดยสรุป ผมต้องขอขอบคุณ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทยและเยอรมนีเป็นอย่างสูงที่ได้ให้โอกาสผมเข้ารับการอบรมในครั้งนี้ เพราะประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้รับนับว่ามีคุณค่ายิ่งต่อการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ซึ่งมีผลในทางสร้างสรรค์ต่อการทำงาน การดำเนินชีวิต และการร่วมสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป