คำปราศรัยของนายอันวา อิบราฮิม ในพิธีเปิดการประชุมเสรีนิยมนานาชาติ ครั้งที่ 56 ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552

อ้างจากกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงของ จอนห์ ดันน์ ที่กล่าวไว้ว่า

“มนุษย์เป็นช่นเกาะที่ตั้งอยู่ได้ด้วยตนเอง
มนุษย์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นพสุธา
เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ”

เดิมบทกวีนี้กล่าวถึงการครุ่นคิดถึงความตาย อย่างไรก็ดี บทกวีชิ้นนี้ยังสอดรับกับสภาวะการณ์ในปัจุบันเป็นเสมือนเครื่องเตือนความทรงจำให้ระลึกถึงการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ ณ ที่นี้พวกเราอยู่รวมกันในศูนย์กลางแห่งภูมิปัญญาของโลกอาหรับ ที่ซึ่งข้าพเจ้าพบว่าแม้แต่ในคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ยังกล่าวถึงคุณค่าของความเป็นเสรีนิยมอันครอบคลุมถึงความมีอิสรภาพและสิทธิมนุษยชน และนี่คือประเด็นสำคัญที่พวกเราจะมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ณ กรุงไคโรแห่งนี้ แม้ว่ามีบางกลุ่มจะพยายามเสนอแนวความคิดที่ขัดแย้งว่าหลักการของเสรีนิยมนั้นมีต้นกำเนิดเฉพาะในดินแดนตะวันตก เป็นสิ่งที่แปลกแยกในสังคมมุสลิม และขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามก็ตาม มีผู้กล่าวว่าเราอยู่บนหนทางแห่งความขัดแย้งทางอารยธรรมต่างไม่มีฝ่ายใดยอมจำนน ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือปัญหาที่พวกเราต้องยอมรับ ดังเห็นได้จากการใช้เงินจำนวนมากเพื่อผลักดันให้เกิดสงครามทางอารยธรรมในโลกที่แตกต่างทั้งสอง อีกทั้งมีการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่โต้เถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เช่นเดียวกับแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตยก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในวัฒนธรรมทั้งสองฝั่ง

ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวซ้ำถึงหลัก 3 ประการของเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งได้แก่ อิสรภาพ
พหุสังคม และการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ทั้ง 3ประการเป็นหัวใจหลักของลัทธิเสรีนิยม แต่ในบริบทของประชาธิปไตย เราเน้นที่อิสรภาพขั้นพื้นฐานตามแนวคิดของวอลแตร์ (Voltaire) และการใช้อำนาจของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งต่อมาได้พัฒนาขอบเขตระบอบรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ของล็อค (Locke) ที่รัฐบาลมีอำนาจจำกัดภายใต้รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย

ความตั้งใจให้เกิดการตะหนักในคุณค่าของเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมทั้งสถาบันต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นก็เพื่อประสานความสัมพันธ์อันดีและการร่วมมือกันระหว่างประชาชนกับรัฐ ก็เพื่อป้องกันการใช้อำนาจของผู้ทรราชย์ ลอร์ด แอคตัน กล่าวไว้ถูกต้องแล้วถึงอิทธิพลของการใช้อำนาจในทางทุจริตของกลุ่มการเมืองที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายและบีบบังคับให้ประชาชนเคารพกฎหมายเหล่านั้น ดังนั้นเราควรมีมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม โดยเน้นไปที่ความสำคัญของรัฐธรรมนูญให้เพื่อให้กำหนดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลในการบัญญัติและใช้กฎหมาย ครอบคลุมถึงสถาบันที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ การมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจดังกล่าวอย่างเพียงพอ รวมถึงอำนาจในการออกกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติที่ครอบคลุมถึงบทบาทของผู้บริหารเป็นการควบคุมการละเมิดกฎหมายทั้งในระดับประชาชนและผู้นำ เราต่างรู้ดีถึงผลเสียอันเกิดจากการปล่อยให้มีอำนาจบริหารมากเกินไป แต่การมีสภานิติบัญญัติที่เข้มแข็งก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ดังที่ท็อคเคอวิล (Tocqueville) ได้กล่าวไว้ว่า “การรวมอำนาจ (นิติบัญญัติ) เป็นผลร้ายอย่างมากต่อการบริหารจัดการที่ดี แต่เป็นผลดีต่อการใช้อำนาจเด็ดขาดของเสียงส่วนใหญ่”

มาตรการการป้องกันการใช้อำนาจดังกล่าวนำไปสู่ระบบศาลยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตย เป็นที่รู้แจ้งกันโดยทั่วไปว่าความยุติธรรมต้องดำรงไว้สูงสุดไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ระบบศาลยุติธรรมต้องเป็นสถาบันอิสระไม่อยู่ใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของสภานิติบัญญัติ มีการบริหารงานเป็นเอกเทศ มีคำกล่าวไว้ว่ากฎหมายมีไว้เพื่อปราบปรามเล่ห์กลทางการเมือง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าขบขันที่ผู้พิพากษาและระบบบริหารตุลาการให้การสนับสนุนแก่นักการเมือง เห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งเราต่างรู้ดีว่านั่นเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย และเช่นเดียวกันกับที่พวกเราได้เห็นจากประเทศที่ข้าพเจ้ามา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงแต่ด้านบวกของลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย ดังเช่นการปราศรัยที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี ลอนดอน และปารีส แต่ ณ.ประเทศอียิปต์แห่งนี้ซึ่งเป็นประเทศที่ยังคงต่อสู้กับความแตกแยกทางอารยธรรม ด้วยความหวังที่จะได้รับคำมั่นสัญญาเพื่อการวางรากฐานมั่นคง ข้าพเจ้าได้เสนอต่อท่านประธานาธิบดี โอบามาให้ประกาศเพื่อเรียกร้องต่อคำมั่นสัญญาดังกล่าวบนพื้นฐานของคุณค่าสากล (Universal Value) และหลักการของการอยู่ร่วมกันที่ได้มีการวางรากฐานบ้างแล้วเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยใช้มาตรการใหญ่ๆ เพื่อโต้ตอบการกระทำที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมของกลุ่มคลั่งอุดมการณ์ และผู้ใช้อำนาจกดขี่ที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต สร้างความเกลียดชังและความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แม้ว่าพวกเรารู้ดีว่ากระบอกเสียงที่ใหญ่ที่สุดของระบอบประชาธิปไตยอาจมาจากชาติตะวันตก แต่หลักการของอิสรภาพและเสรีภาพทางการเมืองนั้นมิได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น ดังเช่นแนวคิดของล็อค (Locke)ที่กล่าวไว้ในศตวรรษที่ 18 พบว่าได้มีปรากฏมาก่อนแล้วในจารีตปฏิบัติของชาวมุสลิมจากที่แสดงไว้ในหนังสือการเทศนาครั้งสุดท้ายของพระศาสดา (Prophet’s Last Sermon) ที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิในทรัพย์สิน ความศักดิ์สิทธิ์ของการทำสัญญา สิทธิสตรี และความเท่าเทียมกันระหว่างเชื้อชาติ ซึ่งล้วนเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเมื่อ 1400 ปีมาแล้ว โดยมีการบรรยายไว้อย่างต่อเนื่อง อัล-ชาฎีบี (al-Shatibi) นักปราชญ์ด้านกฎหมายแอนตาลูเชียนได้ประกาศไว้อย่างครบถ้วนชัดเจนในเจตนารมย์แห่งชารีอะห์ (Maqasid al-Sharia) ซึ่งเป็นบทบัญญัติขั้นสูงของกฎหมายอิสลามที่ให้ความยุติธรรมในการคุ้มครองศาสนา ชีวิต ภูมิปัญญา ครอบครัวและความมั่งคั่งในทรัพย์สมบัติ โดยมีวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกับอุดมการณ์ของสำนักรู้แจ้งทางปัญญา(Enlightenment) ที่ได้อภิปรายกันในหลายศตวรรษต่อมา

นักปราชญ์ชาวมุสลิมหลายท่านตีความไว้ว่า หากกฎหมายใดขัดแย้งกับเจตนารมณ์แห่งชารีอะห์ กฎหมายนั้นต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับบทบัญญัติขั้นสูงดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากฎหมายเหล่านั้นได้บัญญัติมาเพื่อความปลอดภัย และเพื่อการพัฒนาบุคคลและสังคม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับลัทธิเผด็จการในสังคมของชาวมุสลิม แต่ก็ไม่มีข้อกังขาใดต่อแนวคิดที่ว่าองค์ประกอบสำคัญหลายประการของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญและประชาคมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักศีลธรรมที่มีอยู่ในศาสนาอิสลาม

ความเป็นจริงที่สามารถพบเห็นได้ใกล้ตัว ได้แก่นายริฟา อี อัลตาทาวี (Rifa' i al-Tahtawi) นักวิชาการชาวอียิปต์ผู้ซึ่งใช้เวลา 5 ปีในปารีสเพื่อสร้างองค์ความรู้ตามกระแสของแนวคิดของสำนักรู้แจ้งทางปัญญาในฝรั่งเศส (French Enlightenment) แม้ว่าเขาจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหมกมุ่นกับการเปิดโลกทรรศน์สู่โลกตะวันตก ขณะเดียวกันก็นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เขาอาจได้เป็นนักปฏิรูปรุ่นบุกเบิกเพื่อพัฒนาสังคมของชาวมุสลิม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ซึ่งคุ้นเคยกับจารีตและความคิดทางการเมืองตามแบบของศาสนาอิสลามจะมีแนวคิดใกล้เคียงกับกลุ่ม Enlightenment ที่กล่าวถึงบทบาทของมนุษย์ในสังคม หลักความยุติธรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสังคมที่ดี และความกินดีอยู่ดีของประชาชนอันเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล อย่างไรก็ดีมุมมองของชาวมุสลิมที่มีต่อลักษณะและหน้าที่ของผู้บัญญัติกฎหมายตามคำเทศนาของพระศาสดานั้นไม่สอดคล้องกับแนวความคิดของรุสโซ (Rousseau) แต่เป็นที่ยอมรับว่ามีความคล้ายคลึงกันกับปรัชญาของศาสนาอิสลาม ส่วนแนวความคิดของมองเตสกิเออ (Montesquieu) ที่กล่าวไว้ว่า ความรักชาติเป็นรากฐานของคุณธรรมทางการเมืองนั้นมาจากแนวคิด hub al-watan

โดยสรุป รัฐธรรมนูญได้กำหนดกรอบไว้เพื่อกำหนดหลักนิติธรรม อริสโตเติลไว้กล่าวว่า กฎหมายมีไว้เพื่อปฏิบัติตาม และผู้ปกครองที่มีอำนาจก็คือผู้รับใช้ภายใต้กฎหมายเดียวกัน อย่างไรก็ดีถ้าเราละเลยต่อปรัชญาทางการเมืองและหันไปปฏิบัติตามหลักทฤษฎีหรือวิชาการ อาจทำให้พลาดแก่นแท้ที่มีความสำคัญไป นักคิดเสรีนิยมผู้ยิ่งใหญ่บางท่านอธิบายหลักทฤษฎีให้เห็นความจริงได้อย่างเด่นชัดในตัวเอง โดยหลักการเหล่านี้จะต้องสอดคล้องกับกระแสหลักของสังคม

สิทธิและเสรีภาพเป็นพื้นฐานที่สมควรให้เคารพอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นอิสระในการพูด และการคิดตามสามัญสำนึกที่ถูกต้อง ซึ่งการแสดงความคิดเห็นนั้นต้องไม่เป็นการข่มขู่หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น นอกจากนี้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกับสิทธิในทรัพย์สินที่ไม่ควรถูกควบคุมโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐ แก่นของสิทธิเสรีภาพทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการตามสัญญาประชาคมเพื่อให้มีเสรีภาพในการกระทำดังกล่าวข้างต้น สัญญาประชาคมเป็นรากฐานของอำนาจที่ต้องมีความรับผิดชอบโดยผู้ใช้อำนาจดังกล่าว ฉะนั้นการมีฝ่ายค้านจึงจำเป็นเพื่อการตรวจสอบความโปร่งใสจากการทำงานของรัฐบาลอย่างละเอียดในทุกด้านเพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ยุติธรรม รวมทั้งการให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน เพื่อป้องกันการใช้อำนาจทุจริตของผู้ปกครองแบบเผด็จการซึ่งพวกเราต้องร่วมมือกันป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการทุจริตที่ได้สร้างความความหายนะให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ซึ่งไม่มีตัวบ่งชี้ของดัชนีการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ข้าพเจ้าเห็นว่า พวกเรากำลังเผชิญกับทฤษฎีความขัดแย้งทางอารยธรรมครั้งสำคัญ ในสังคมของชาวมุสลิมนับจากประวัติศาสตร์อันยาวนานหรือเมื่อไม่นานมานี้ ล้วนพบว่าศาสนาอิสลาม ประชาชนชาวมุสลิม และการให้ความสำคัญต่อเสรีนิยมนั้นมีความสอดคล้องกัน ในขณะที่การแสดงออกถึงความเป็นเสรีนิยมกำลังก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมและศาสนาตามหลักการความต้องการขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง จากข้อมูลพบว่าแทบไม่มีการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งในประเทศอินโดนีเซีย อิรัก และอิหร่านในช่วงทศวรรษที่ 1950 รวมทั้งคณะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการเลือกตั้งของประเทศตรุกี และอินโดนีเซียในปัจจุบันที่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ข้าพเจ้าขอท้าต่อกระแสคำกล่าวที่ว่าการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยของทั้งสองประเทศนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งเมื่อหันกลับมามองประชาชนชาวมุสลิมผู้มีสิทธิลงคะแนนสนับสนุนรัฐบาลได้แสดงออกถึงความมีเสรีภาพ นับเป็นแนวโน้มที่ดีของการมีนโยบายเศรษฐกิจที่ยุติธรรมและเสมอภาค สำหรับผู้นำที่ไม่สามารถปฏิบัติตามอย่างแนวคิดตะวันตกได้จะเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตนไปที่การให้ผลประโยชน์ประชาชน อย่างไรก็ดีอำนาจประเภทนี้มิได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเป็นผู้นำแบบเผด็จการ

ข้าพเจ้าขอเปลี่ยนประเด็นเพื่อกล่าวถึงหัวข้อที่พวกเราเข้าร่วมการประชุม ณ.ที่นี้ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับการสร้างระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย จากหัวข้อในการประชุมพบว่าเจตนารมย์ด้านการศึกษาในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต ต้องยอมรับว่าการศึกษาในปัจจุบันเป็นเสมือนสินค้าที่ต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย และเป็นกระบวนการเพื่อเสริมสร้างอารยธรรมซึ่งต้องมีความคิดริเริ่มใหม่ๆ และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้เราสอนคอมพิวเตอร์ราวกับว่าโลกนี้คงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากมัน เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตคอมพิวเตอร์เป็นเพียงเรื่องราวในนวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเป็นโปรแกรมด้านอวกาศที่คนธรรมดาน้อยคนนักจะสามารถใช้งานมันได้

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของประเทศมาเลเซียในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ข้าพเจ้าคิดว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานควรเน้นไปที่ความสามารถในด้านการอ่าน เขียน และความรู้ทางคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่า 3 อาร์ (3 Rs) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อเยาวชนให้มีความสามารถอ่านออกเขียนได้เพื่อการสื่อสาร และความรู้พื้นฐานที่ดีทางการคำนวณ ปัจจุบันนี้เป้าหมายดังกล่าวได้ดำเนินการจนบรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว คำถามต่อไปก็คือ เป้าหมายต่อไปของกระบวนการเรียนการสอนภายในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยคืออะไร และพวกเราให้การศึกษาแก่เยาวชนเพื่ออะไร คำตอบก็คือ เพื่อสร้างสิทธิความเป็นพลเมืองของสังคม คำถามต่อมาก็คือ เป็นพลเมืองของสังคมใด ซึ่งการที่พวกเรามารวมกัน ณ. ที่นี้ก็เพื่ออภิปรายกันในประเด็นนี้

เมื่อกล่าวถึงเครื่องมือที่จำเป็นของการศึกษา ข้าพเจ้าขออ้างถึงคำกล่าวของ ซิดนีย์ ฮุค (Sidney Hook) ที่กล่าวไว้ว่า เป้าหมายของการศึกษาคือการพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนและพูดได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ มีความสามารถทางคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งมีพุทธิพิสัยหรือความรู้สามารถในการแยกแยะความแตกต่างและช่างสังเกต มีสำนึกและเคารพในความแตกต่างกันของบุคคลและวัฒนธรรม มีความสุขกับการรับรู้ความงามของศิลปะและดนตรี อีกทั้งเพิ่มพูนจินตนาการ และมุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ผ่านการศึกษาผลงานวรรณคดี บทละคร และกวีนิพนธ์

เหล่านี้คือเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่ดีที่สุดจากการคิดค้น เปิดเผย และสร้างสรรค์ ถ้าเราสามารถทำตามอุดมการณ์นี้ได้สำเร็จ พวกเราจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่ โอเรเตส บราวน์สัน(Orestes Brownson) ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสังคม คือรัฐบาลต้องหันมามองประชาชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และสติปัญญา ซึ่งคำกล่าวนี้สอดคล้องกับ มูฮัมมัด อัล กาซซารี (Muhammud al Ghazzali) ที่เชื่อว่าประชาชนที่ได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เป็นสมาชิกของประชาคมจะมีความมั่นใจในการกำหนดทิศทางได้ตามความต้องการ และสามารถนำการปฏิรูปต่างๆได้ในทุกสถานที่ ดังเช่นที่ธอโร (Thoreau) กล่าวไว้ว่าเป็นความสูงส่งของศิลปะวิทยาการทั้งมวล

เมื่อไรที่ประชาชนรู้ว่าพวกเขาสามารถกำหนดทิศทางได้ตามความต้องการ นั่นหมายความว่าพวกเขาไม่จำนนต่อการศึกษาเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมแต่การศึกษาประเภทนี้ประชาชนจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตนเองขึ้นมาได้ ตราบใดที่ประชาชนรู้สึกว่าตนสามารถกำหนดทิศทางได้ตามความต้องการ พวกเขาจะมีความพยายามใน 2 ลักษณะ คือ มีทัศนคติว่าการพัฒนานั้นยังไม่เต็มที่ และรู้จักเลือกในสิ่งที่มีคุณค่า
จากทัศนคติที่ว่าการพัฒนานั้นยังไม่เต็มที่ มาจากข้อสันนิษฐานที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน ความรู้ใดที่ขัดขวางการแสดงความคิดเห็นถือว่าเป็นการนำไปสู่ระบอบเผด็จการ หลักศาสนาและแนวคิดทั้งหมดต้องได้รับการตรวจสอบและพินิจพิเคราะห์ บางท่านอาจคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการต่อต้านความเชื่อทางศาสนา แต่มิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาก็เพื่อยกระดับวัตถุประสงค์ขั้นพื้นฐาน

โดยสรุป ความเป็นเสรีนิยมจำเป็นต้องเตรียมประชาชนให้พร้อมเพื่อให้สามารถรับรู้ได้ถึงการผสมผสานระหว่างความงามกับความอัปลักษณ์ และความดีกับความชั่ว ซึ่งประชาชนต้องค้นหาและเข้าใจได้ด้วยตนเอง ว่าเหตุใดเขาจึงต้องเลือกที่จะอยู่ข้างความงามและความดี

ขอบคุณ