คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี และมูลนิธิฟรีดริช เนามันประเทศไทย ร่วมจัดงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง เดินหน้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ปี 2558: การเตรียมความพร้อมและความร่วมมือของผู้หญิงอาเซียน (Gearing Up for ASEAN Community 2015: Preparation of and cooperation by ASEAN Women) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ณ ห้องรับรอง 1-2 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2
เนื่องจากปัจจุบันประเทศอาเซียนกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2558 ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. 2555 - 2559) ได้กำหนดแนวทางการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนใน พ.ศ. 2558 ไว้ครอบคลุมในทุกมิติทั้งด้านความมั่นคง สังคม-วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ได้แก่ รัฐบาล ราชการส่วนกลาง กระทรวง กรม จังหวัด องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษาทุกระดับ องค์กรพัฒนาเอกชน สมาคม มูลนิธิ องค์กรอาสาสมัครต่างๆ สภาชุมชน กรรมการหมู่บ้าน ประชาคมหมู่บ้าน ฯลฯ จะต้องร่วมมือกันในการแปลงแนวทางการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนดังกล่าว ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม หากแต่การเตรียมความพร้อมในด้านสถานภาพและบทบาทของสตรีในการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนยังไม่ได้รับความสนใจจากภาครัฐและสาธารณะเท่าที่ควร หรือหากมีก็จะมีอย่างจำกัด เหตุดังกล่าวจึงเป็นที่มาที่ไปของการร่วมมือทางวิชาการกันครั้งนี้
แม้ว่าสถานการณ์ของสตรีไทยในปัจจุบันดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการส่งเสริมสถานภาพและให้โอกาสสตรีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้มีการดำเนินการพัฒนาโอกาสและบทบาทของสตรีอย่างต่อเนื่องโดยมีการสนับสนุนให้สตรีได้เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น เพิ่มโอกาสและความหลากหลายตลอดจนพัฒนาคุณภาพในการประกอบอาชีพได้มากขึ้น แต่สภาพความเป็นจริงทางสังคม ยังคงพบเห็นความด้อยและความเหลื่อมล้ำเชิงโอกาสของสตรีไทยอยู่ทั่วไป ดังนั้นการริเริ่มเปิดประเด็นในเกิดการสัมมนา/เสวนา ศึกษา และเกิดความตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมในสถานภาพและบทบาทของสตรีไทยต่อการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนจึงมีความสำคัญยิ่ง
การจัดสัมมนาเชิงวิชามุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้แทนสตรีจากเครือข่ายองค์กรสตรีทั่วประเทศ ผู้แทนจากองค์กรสตรีภาคธุรกิจจากองค์กรธุรกิจชั้นนำ รวมไปถึงนักวิชาการและประชาชนผู้สนใจทั่วไป และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์หลักสามประการ
1. เพื่อให้ประชาชนและสังคมได้ให้ความสนใจ และให้ความสำคัญต่อข้อตกลงและพันธกรณีตาม “กฎบัตรอาเซียน” ว่าด้วยเรื่องก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2558 และแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจในนโยบายสำคัญๆ ที่จะส่งผลต่อสตรีอาเซียน
2. เพื่อให้เกิดการศึกษาวิเคราะห์ การวางแผน และการเตรียมความพร้อมในศักยภาพ สถานภาพและบทบาทของสตรีไทยในการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึงในปี๒๕๕๘ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 - 2559)
3. เพื่อก่อให้เกิดการศึกษา การนำเสนอข้อมูล ความคิดเห็น จากผู้นำสตรีและนักการเมืองสตรีในภูมิภาคอาเซียน และจากทุกภาคส่วนของสังคม กันอย่างกว้างขวางและมีการนำเสนอผลการสัมมนาและเสวนาต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาศักยภาพ สถานภาพ และบทบาทของสตรีไทยเพื่อให้สตรีไทยมีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
งานสัมมนาวิชาการครั้งนี้ได้รับเกียรติจากหม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช รองประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา และรองประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี ในการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ และได้รับเกียรติจาก ส.ว. กีระณา สุมาวงศ์ ในฐานะผู้แทนคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวเปิดงานและบรรยายปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความสำคัญของความพร้อมในบทบาท ศักยภาพและสถานภาพของสตรีไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558” ซึ่งได้มุ่งเน้นถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ว่ามีอำนาจหน้าที่ได้พิจารณาศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “คน” จึงจำเป็นที่จะรับผิดชอบให้ประชาสังคม ประกอบไปด้วย เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เป็นประชากรอาเซียนที่มีคุณภาพ
นอกจากนนี้การสัมมนาวิชาการครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร. นลินี ทวีสินธุ์ เพื่อเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปราย หัวข้อ “ปัญหาและโอกาสความพร้อมสตรีสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558” และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ประโยชน์สูงสุดในการแลกเปลี่ยนและรับฟังประสบการณ์จากประเทศอื่นๆ ในอาเซียน คณะผู้จัดสัมมนาได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเป็นผู้ร่วมอภิปรายเช่นกัน ได้แก่ กัมพูชา พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยแต่ละท่านมีประสบการณ์และหน้าที่การงานที่แตกต่างกันไป และได้ฝากแง่คิดและมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับการพัฒนาบทบาทสตรี
ฯพณฯ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร. นลินี ทวีสินธุ์
กล่าวว่าอุปสรรคหลักของการพัฒนาบทบาทสตรี คือ รากฐานทางวัฒนธรรมและอคติต่อเพศหญิง
ประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals) ในระดับประเทศ แต่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญการพัฒนาระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น ความไม่เท่าเทียมทางเพศจะต้องถูกแก้ไขโดยเริ่มจากโรงเรียนประถม และมัธยม นอกจากนี้ ดร.นลินี ยังได้กล่าวถึงการการเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนกองทุนพัฒนาสตรี 100 ล้านบาทต่อหนึ่งจังหวัด เพื่อใช้ในการพัฒนาศักยภาพสตรีในด้านการงานและอาชีพ
Chia Ting Ting ประเทศมาเลเซีย
เป็นผู้จัดการด้านการโฆษณาของสื่อออนไลน์ Malaysiakini.com และเป็นผู้นำกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ของพรรคการเมือง Gerakan Rakyat ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลของประเทศมาเลเซีย ท่านตั้งข้อสงสัยว่า ในขณะที่ปัจจุบันนี้ผู้หญิงมีความมั่นคงด้านการเงิน และการศึกษามากขึ้น แต่ทำไมการพัฒนาบทบาทสตรียังคงต้องเดินไปข้างหน้า ท่านให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านสื่อ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดของสังคมได้สะท้อนเสียงของตนผ่านเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือวีดีโอต่างๆ
Jaslyn Go ประเทศสิงคโปร์
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปไตยสิงคโปร์ เธอเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ปี 2007 โดยมีหน้าที่ทั้งการหาเงินสนับสนุนพรรคและการสร้างเครือข่ายพรรค โดยได้สร้างเครือข่าย ‘Friends of SDP’ ทางเฟสบุ๊คและเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอื่นๆ Jaslyn ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากสิงคโปร์ว่ายังเป็นประเทศที่ล้าหลังด้านการพัฒนาบทบาทสตรี ถึงแม้ว่าสิงค์โปร์จะมีกฎบัตรด้านสตรีก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่าการแก้ไขกฎบัตรดังกล่าว ไม่ได้พิจารณารับฟังข้อเสนอของกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีแต่อย่างใด ประเทศสิงคโปร์ไม่มีรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิง และที่นั่งของผู้หญิงในสภายังมีน้อยกว่า 20% สิ่งที่ Jaslyn เสนอในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ การให้การศึกษาแก่ผู้หญิงให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ตระหนักถึงสิทธิและบทบาทของตนเอง และรู้จักการเรียกร้องสิทธินั้นๆ
HON. Maria Isabelle 'Beng' G. CLIMACO ประเทศฟิลิปปินส์
เป็นสมาชิกพรรคเสรี และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักการเมืองที่ให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมในฐานะผู้ขับเคลื่อนแถวหน้าทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติในประเด็นด้านมิติหญิงชาย และมีผลงานมากมายในด้านการพัฒนาสตรีและผู้ด้อยโอกาส จากการสัมมนาระดับอาเซียนครั้งนี้ ท่านมุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญของการร่างโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อต่อต้านการไม่เท่าเทียมทางเพศ โดยจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งนั้นทั้งนี้จะต้องมีเงินทุนก่อนที่จะมีกฎหมายที่ว่านี้
Mr. Kem Sokha ประเทศกัมพูชา
ดำรงตำแหน่งประธานพรรคสิทธิมนุษยชน และเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติกัมพูชา ได้รับการขนานนามให้เป็น “นักโทษแห่งสำนึกเพื่อสังคม” โดยองค์กรนิรโทษกรรมสากลในระหว่างที่ถูกคุมขัง ท่านเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิก โดยรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนและการรับเรื่องร้องเรียน ท่านมีผลงานมากมายในด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิที่ดิน สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ในการสัมมนาครั้งนี้ท่านได้กล่าวว่าผู้หญิงส่วนมากจะมีบทบาทและเข้าร่วมพรรครัฐบาลกัมพูชาเท่านั้น แต่น้อยมากที่จะมาเข้าร่วมพรรคฝ่ายค้านเพื่อต่อต้านการเผด็จการของรัฐบาล นักการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ไว้ใจในศักยภาพผู้หญิงกัมพูชาว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดเสรีอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การพัฒนาสตรีระดับรากหญ้าสำคัญมาก เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสและการศึกษาที่จะก้าวไปข้างหน้าได้ไกลเท่าผู้หญิงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและทางสังคม
นัน วาห์ นู ประเทศพม่า
ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย และเป็นนักกฎหมายตั้งแต่ปี 2005 ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะร่างกฎหมายของรัฐสภา และคณะกรรมาธิการกิจการด้านกฎหมายและการพิพากษา ท่านได้กล่าวในการสัมมนาครั้งนี้ว่า การให้ความรู้ทางด้านสิทธิและการเมืองกับผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้เข้าใจบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนพึงมี ในประเทศพม่าเองมีผู้หญิงบางส่วนที่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิกับคนที่ยังขาดการศึกษาในด้านเหล่านี้ การสนับสนุนการศึกษาอบรม ในด้านการเงินและบุคลากรให้กับผู้หญิงจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศพม่าทุกวันนี้
Le Mei Huaong ประเทศเวียดนาม
เป็นตัวแทนจากสถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ท่านได้กล่าวถึงการทำตามสัญญาของรัฐบาลเวียดนามในด้านความเท่าเทียมทางเพศและการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558 โดยยกตัวอย่างสหพันธ์สตรีเวียดนาม ในอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการอบรมสร้างความเป็นผู้นำให้กับผู้หญิงเวียดนาม นอกจากนี้ท่านเสนอว่าการสร้างความตระหนักรู้ด้านความเท่าเทียมทางเพศให้กับประชาชนทั้งหญิงชายเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งทำ เพราะจะช่วยผลักดันบทบาทสตรีในอนาคต