สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ณ. สถานทูตประเทศเยอรมนี ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์

สุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ณ. สถานทูตประเทศเยอรมนี ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์

กล่าวเปิดพิธีโดย ด็อกเตอร์ ไรเนอร์ อาดัม ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคมูลนิธิ ฟรีดริช เนามัน

ครบรอบ ๒๐ ปี ของการทลายกำแพงเบอร์ลิน ตามนัยของนโยบายต่างประเทศเยอรมนี สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา 

กราบเรียนด็อกเตอร์ กุนเธอร์ กรูเบอร์ (Dr. Günter Gruber) ท่านเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศมาเลเซีย ท่านโกฮิลัน พิลเล่ย์ (Kohilan Pillay) วุฒิสมาชิกกิตติมศักดิ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่าน ดาโต๊ะ ลี ชี ลุง (Datuk Lee Chee Leong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านแขกผู้มีเกียรติ ท่านสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษทุกท่าน

กระผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาที่ประเทศมาเลเซียอีกครั้ง และอยู่ท่ามกลางทุกท่านผู้ซึ่งเป็นมิตรสหายและผู้สนับสนุนแก่ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน กระผมขอขอบพระคุณอย่างจริงใจต่อท่านเอกอัครราชทูต กรูเบอร์ สำหรับการเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองในค่ำคืนนี้ ซึ่งกระผมขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ.โอกาสนี้ ขณะเดียวกัน กระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานในวันนี้ คุณเฮราลด์ ไคลน์ (Mr. Harald Klein) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายกิจการต่างประเทศของมูลนิธิฯ กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ เนื่องจากติดภาระกิจสำคัญที่กรุงเบอร์ลิน กระผมจึงขอรับทำหน้าที่แทนในค่ำคืนนี้

กระผมขออนุญาตกลับเข้าสู่หัวข้อของงานในวันนี้ ที่ว่าด้วยการทลายกำแพงเบอร์ลิน และนโยบายต่างประเทศของเยอรมนี วันนี้เมื่อ 20 ปี ก่อนที่เส้นข้ามแดนระหว่างกรุงเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตกได้เปิดออก เพื่อข้ามไปมาหาสู่กันที่บอนน์โฮเมอร์ สตราสซี (Bornholmer Strasse) กระผมยอมรับว่ามิได้เตรียมการเป็นพิเศษเพื่อกล่าวถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นี้ แต่นี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด

กระผมพบว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ได้บันทึกไว้และวันนี้ก็ครบรอบเหตุการณ์เป็นปีที่ 20 เนื่องมาจากความผิดพลาดของข้อความที่นายกูเอ็นเธอร์ ชวาบาวสกี้ (Guenter Schabowski) กล่าวในงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เป็นเหตุให้นำไปสู่การเปิดพรมแดนของประเทศเยอรมนีทั้งสอง เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ขณะเกิดเหตุการณ์ทลายกำแพงเบอร์ลิน กระผมกำลังปฏิบัติภารกิจให้กับองค์การสหประชาชาติ ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งนับว่าอยู่ห่างไกลจากความน่าตื่นเต้นยินดีนี้ กระผมจึงมิได้มีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว

ตัวกระผมเองนั้นเกิดที่ไทรเออร์ (Trier) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโมเซล (Mosel) ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของประเทศเยอรมนี และต้องยอมรับว่าไม่เคยให้ความเอาใจใส่ใดๆ ต่อเยอรมันตะวันออกและครอบครัวของกระผมก็ไม่มีญาติอาศัยอยู่ที่นั่น กระผมรู้สึกคุ้นเคยกับชาวฝรั่งเศสมากกว่าชาวเยอรมันที่พูดสำเนียงแซกซั่น และคิดว่าประเทศลักเซมเบริ์ก เมืองน็องซี และสตราสบูร์กเป็นเสมือนบ้าน แต่ไม่รู้สึกผูกพันกับเมืองแม็คเดอเบริ์ก, ไลป์ซิก หรือ เดรสเดน

โดยส่วนตัวกระผมไม่เชื่อว่าจะมีการรวมประเทศเยอรมนีเข้าด้วยกันและไม่คิดว่าผู้นำสังคมนิยมของประเทศเยอรมนีตะวันออกจะยอมแพ้โดยไม่มีการต่อสู้ครั้งใหญ่ หรือหนีหายไปดังที่เกิดขึ้นเช่นนี้ หลังจากสงครามโลกสิ้นสุด กระผมเติบโตมาเป็นพลเมืองยุโรปที่ดีคนหนึ่ง ดังนั้นทำไมจึงต้องสนใจต่อเยอรมันตะวันออกด้วย แต่แน่นอนว่า ในขณะที่กระผมอยู่ในกรุงโรม พวกเราได้สนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีในช่วงเวลาหลายเดือนของปีค.ศ. 1989 ก่อนมีการทลายกำแพงเบอร์ลิน กระผมจำได้ว่าเพื่อนร่วมงานหนุ่มชาวเยอรมันคนหนึ่งรู้สึกตื่นเต้นมากจนกระทั่งต้องบินไปร่วมเหตุการณ์ในกรุงเบอร์ลินที่ชาวเยอรมันต่างเฉลิมฉลองและนั่งอยู่บนกำแพงที่แบ่งแยกระหว่างตะวันออกกับตะวันตก หรือระหว่างอิสรภาพกับความเป็นทาส

กระผมเชื่อว่าหลายท่านยังคงระลึกได้ว่าอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ที่พวกเราได้ดูจากภาพยนตร์ นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่หาได้ยาก เป็นวันที่พิเศษซึ่งไม่สามารถลืมได้ง่ายๆ ภาพความยินดีของชาวเยอรมันบนท้องถนนในกรุงเบอร์ลินดูมีพลัง และแผ่ขยายไปทั่ว เป็นภาพที่งดงามและเป็นชัยชนะของประชาชนที่สามารถเอาชนะการกดขี่ของรัฐ

ในประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนีวันที่ 9 พฤศจิกายนมักเกิดเหตุการณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1848 เป็นครั้งแรกที่ชาวเยอรมันมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อกษัตริย์ เฟรเดอริก วิลเลี่ยม ที่ 4 แห่งปรัสเซียทรงประกาศยุบสภาปรัสเซีย เช่นเดียวกับเหตุการณ์วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 นายฟิลลิป ไชเดอร์มานน์ (Philipp Scheidermann) นักสังคมนิยมประชาธิปไตย ได้ประกาศให้ประเทศเยอรมนีเป็นสาธารณรัฐ จากระเบียงที่ไรช์สทักซึ่งปัจจุบันคือรัฐสภาของเยอรมนี และเป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar) เป็นเหตุการณ์ที่ชาวเยอรมันได้สัมผัสความเป็นประชาธิปไตยครั้งที่ 2 และถือเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความวุ่นวาย ความน่าสะพรึงกลัว และความพ่ายแพ้ และอีกครั้งในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1938 ที่กลุ่มสมาชิกนาซีได้ก่อความรุนแรงและทำลายล้างผู้อื่นด้วยการฆ่าชาวเยอรมันที่นับถือศาสนายิว และปล้นสะดมภ์ทรัพย์ของพวกเขา เหตุการณ์ในคืนนี้เรียกว่า “Reichskristallnacht” หรือแปลได้ว่า “คืนที่คริสตัลแตกสลาย” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความอัปยศให้แก่ชาวเยอรมันไปตลอดกาล

ก่อนปีค.ศ. 1989 การแบ่งแยกประเทศเยอรมนีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งแยกกรุงเบอร์ลิน เป็นเสมือนสัญลักษณ์การแบ่งแยกการปกครองออกเป็นสองค่าย ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ระหว่างระบอบสังคมนิยมและโลกเสรี กำแพงเบอร์ลินจึงเป็นจุดศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกนี้ ต่อมา นายฮันส์-ดีทริช เกนเชอร์ ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ตามลำดับ เขาเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ได้รับการนับถือมากที่สุดในพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือเอฟดีพี (FDP) ในยุคของสงครามเย็น นายเกนเชอร์ได้มีส่วนร่วมในการวางนโยบายการลดระดับการลุกลามของสถานการณ์ (De-escalation) หลังจากการทลายกำแพงเบอร์ลิน

จากความเชี่ยวชาญด้านการทูตของเขา นายเกนเชอร์จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “สถาปนิก” ผู้สร้างประเทศเยอรมนีใหม่หลังจากการแบ่งแยก หลายสิบปีที่ผ่านมาแนวคิดการรวมประเทศเยอรมนีเป็นเสมือนจินตนาการ หรือที่หลายคนเรียกว่าความฝัน แต่ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 ความฝันนี้กลายเป็นความจริง เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ เพราะการทลายกำแพงเบอร์ลินไม่เพียงแต่เป็นการรวมประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังเป็นการยุติสงครามเย็นอีกด้วยในปี ค.ศ. 1989 เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของโลกและเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอิสรภาพและประชาธิปไตยสำหรับชาวยุโรปตะวันออกอีกหลายล้านคน

ปัจจุบันนี้พวกเขามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูงขึ้น และได้รับสวัสดิการสังคมที่ดีกว่าเดิม มีอิสระในการเดินทาง แสดงความคิดเห็นและมีความสุขภายใต้หลักนิติธรรม ในขณะที่โลกมีการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดคำถามที่ต้องการคำตอบว่า องค์กรใดเล่า จะเป็นผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง จากการล่มสลายของประเทศสหภาพโซเวียตที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของหลายประเทศ ขณะนั้น มีเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจ ส่วนยุโรปก็ต้องการทิศทางซึ่งนำไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมยุโรป หลังจากสงครามโลกสิ้นสุด นโยบายต่างประเทศของเยอรมนีจะตั้งอยู่บนหลักของความร่วมมือซึ่งได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองไปในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนตั้งแต่การทลายกำแพงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีมีบทบาทสำคัญในองค์การสหประชาชาติ องค์การสนธิสัญญาเพื่อป้องกันแอตแลนด์ติคเหนือ หรือนาโต้ (NATO) และในทวีปยุโรปซึ่งได้ประโยชน์จากการร่วมมือกันในระดับนานาชาติและการเข้าถึงนโยบายพหุภาคีระหว่างประเทศเยอรมนีและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปซึ่งได้เปลี่ยนจากศัตรูที่เกลียดชังเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจ การบูรณาการของประเทศต่างๆในทวีปยุโรปหรือที่เรียกว่า ภูมิภาคนิยม (Regionalism) นำมาซึ่งผลประโยชน์มากมาย เช่น ความมีเสถียรภาพ ความมั่นคงปลอดภัย ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อิสรภาพ และประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดีไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ตัวอย่างเช่น บทเรียนจากสงครามของชาวบอลข่านเตือนให้เห็นความสูญเปล่า ในปัจจุบันนี้ “โครงการสหภาพยุโรป” ต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ เช่น การแบ่งแยกดินแดนในไซปรัส หรือ คำถามที่ว่าการรับประเทศตุรกีเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปนั้นสมควรหรือไม่ ในขณะที่ทวีปยุโรปมีความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้าน แต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ท่านแขกผู้มีเกียรติ ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย 12 ปีหลังจากการทลายกำแพงเบอร์ลิน เหตุการณ์การก่อการร้าย 9/11 ก็เป็นอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่น่าสะพรึงกลัว นับตั้งแต่นั้นมาลัทธิการก่อการร้ายและสงครามการต่อต้านการก่อการร้ายได้ครอบงำการเมืองของโลก การต่อสู้กับลัทธิการก่อการร้ายเป็นนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญนโยบายหนึ่งของประเทศเยอรมนี แต่ประเทศเยอรมนีก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของวอชิงตันในขณะที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเยอรมนีไม่ได้เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ในการเข้าไปรุกรานประเทศอิรัก แต่เมื่อภาพของเรือนจำอาบูกราอิบปรากฎขึ้น ประเทศเยอรมนีและอีกหลายประเทศได้ออกมาแสดงทรรศนะไม่เห็นด้วย

ในขณะที่มิตรที่ดีอย่างสหรัฐอเมริกาสูญเสียทิศทางเพื่อนำทางนั่นก็คือ หลักสากลของการเคารพในสิทธิมนุษยชนที่ไม่ควรถูกละเลยไม่ว่าในสถานการณ์ใด การให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาก็ได้รับการทดสอบ แม้ว่าจะไม่เคยมีข้อสงสัยและเป็นที่ทราบดีว่าถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาก็คงไม่มีอิสรภาพในประเทศเยอรมนีตะวันตก โชคดีที่ประชาชนชาวอเมริกันออกเสียงสนับสนุนประเทศของตนให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือการเห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของทุกคน แต่เป็นที่น่าเสียใจที่สงครามต่อต้านการก่อการร้ายคงไม่สามารถยุติลงได้ง่ายๆ ประเทศเยอรมนีได้ให้การสนับสนุนต่อภารกิจทางทหารนานาชาติในประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศนี้จะไม่ได้เป็นที่หลบซ่อนตัวของผู้ก่อการร้ายอีก

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ 20 ปีหลังจากการทลายกำแพงเบอร์ลิน นายกุยโด้ เวสเตอเวลเลอ (Guido Westerwelle) นักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นความรู้สึกที่ดีที่นักการเมืองผู้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิของเราได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงสุดของกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้นายเวสเตอเวลเลอยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย

ตามที่ทุกท่านได้รับทราบผลการเลือกตั้งในประเทศเยอรมนีที่เพิ่งผ่านมา พรรคเสรีประชาธิปไตยของเราได้รับเลือกให้เข้าร่วมรัฐบาลผสม พรรคเสรีประชาธิปไตยได้รับคะแนนเสียง 14.6% จากการลงคะแนนทั้งหมดซึ่งเป็นคะแนนเสียงที่ได้รับมากที่สุดเท่าที่เคยได้รับมาและพวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง นอกเหนือจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกของพรรคเสรีนิยมยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาความร่วมมือ

พรรคเสรีประชาธิปไตยได้เข้าร่วมคณะรัฐบาลผสมหลายครั้ง ในอดีตตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 ไม่มีพรรคการเมืองใดของประเทศเยอรมนีที่ได้มีโอกาสร่วมคณะรัฐบาลได้มากเท่ากับพรรคเสรีประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเยอรมันตะวันตกและตะวันออกแม้ว่ามีเป้าหมายที่จะเจริญเติบโตไปด้วยกัน แต่ในเบื้องลึกก็ยังคงมีการแบ่งแยกกันอยู่ การแบ่งเขตเลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยก อดีตพรรคสังคมนิยมของ ประเทศเยอรมนีตะวันออกที่กลายเป็นพรรคใหม่ที่ชื่อว่า “Die Linke” (พรรคซ้าย) ชนะการเลือกตั้งเฉพาะในเยอรมันตะวันออกเดิม ท่านรัฐมนตรีเวสเตอเวลเลอยังคงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในความร่วมมือกันที่เป็นหลักของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

กระผมขออนุญาตอ้างถึงคำกล่าวจากคำนำในข้อตกลงของรัฐบาลผสมซึ่งลงนามโดยนายเวสเตอเวล ในฐานะหัวหน้าพรรค ที่กล่าวว่า “พวกเราต้องตระหนักในความรับผิดชอบระดับนานาชาติ และพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และระบบเศรษฐกิจการตลาดคือสิ่งที่กำหนดการเคลื่อนไหวของเราทั้งในประเทศเยอรมนีและต่างประเทศ”

คณะรัฐบาลชุดใหม่ตระหนักถึงภูมิภาคที่มีศักยภาพที่สุดในโลกปัจจุบันนั่นก็คือเอเซีย ดังที่กล่าวไว้ในข้อตกลงของรัฐบาลผสมที่ว่า “พวกเรายังคงให้การส่งเสริมและสนับสนุนแก่ความร่วมมือกันในระดับภูมิภาคที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและความร่วมกันระหว่างเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม” ภูมิภาคนิยมเป็นแนวคิดที่ดีสำหรับประเทศเยอรมนีและทวีปยุโรป กระผมเชื่อว่าแนวคิดนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาคมอาเซียนด้วยเช่นกัน เป้าหมายการพัฒนาในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นสิ่งที่น่าติดตามรวมทั้งระบบการค้าเสรี ปัจจุบันมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญ และทุกท่านที่อยู่ในประเทศมาเลเซียก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานที่มั่นคงนี้

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 เราได้ตอบรับต่อสถานการณ์อย่างไรบ้าง ประการแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการต่างประเทศของประเทศเยอรมนีตะวันตกต่างประหลาดใจเมื่อประเทศเยอรมนีตะวันออกได้ล่มสลายลงอย่างทันทีทันใดและกระบวนการทางการเมืองของเราไม่ได้เตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับนักสังคมนิยมของประเทศเยอรมนีตะวันออก การล่มสลายของลัทธิสังคมนิยมเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้น และหลังจากการล่มสลายเพื่อให้มีความเข้าใจต่อสถานการณ์หลังเกิดเหตุ เราได้มีโอกาสติดต่อกับบุคคลเพื่อรับฟังคำอธิบาย จึงสามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์และเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ประการที่สอง การที่ชาวเยอรมันตะวันออกสามารถปลดปล่อยตนเองจากความเป็นทาสได้โดยไม่พึงพาความช่วยเหลือจากภายนอกและไม่ใช้ความรุนแรงนับเป็นการปฏิวัติอย่างสงบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นที่ยกย่องและชื่นชม ประการที่สาม เกิดการจำกัดความเสียหายโดยปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้นำและประเทศที่เกี่ยวข้อง พวกเราพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้โดยสร้างช่องทางการสื่อสารทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เปิดโอกาสให้ผู้นำทางการเมืองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน

ถ้าถามว่ากระผมเห็นสิ่งใดจากการทลายกำแพงเบอร์ลิน กระผมขอสรุปว่า ไม่มีผู้ปกครองเผด็จการในประวัติศาสตร์คนใดที่สามารถครองอำนาจได้ตลอด ในท้ายที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความต้องการอิสรภาพและการเรียกร้องเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าความเป็นเผด็จการ อิสรภาพและความร่วมมือกันเป็นชัยชนะสูงสุดที่มีต่อการจำกัดเสรีภาพ การกดขี่ และความเป็นทาส เหล่านี้เป็นความหวังและทัศนคติการมองโลกในแง่ดีต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในศตวรรษที่ 21

กระผมขอขอบคุณทุกท่านที่รับฟัง